14 พ.ย. 63 SRT Prestige อยุธยา

สัมผัสประสบการณ์ นั่งรถไฟขบวน First Class “SRT Prestige” จาก กรุงเทพมหานคร สู่ พระนครศรีอยุธยา

“ ราชธานีเก่า เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา เลอคุณค่ามรดกโลก ”

Trip Highlight
  • สัมผัสประสบการณ์กับการนั่งรถไฟ SRT Prestige ที่ทันสมัยพัฒนาการของการรถไฟไทย เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ – อยุธยา (โบกี้เฉพาะคณะ ไม่เปิดให้บริการทั่วไป)
  • ชมสถาปัตยกรรมแบบปราสาทขอมของพระมหาธาตุ ณ วัดพุทไธศวรรย์
  • ตามรอย "บุพเพสันนิวาส" ย้อนประวัติศาสตร์ วัดไชยวัฒนาราม แห่งเมืองมรดกโลก
  • สักการะวิหารหลวง เศียรพระใหญ่ วัดธรรมิกราช จุดกำเนิดของกรุงศรีอยุธยา
  • ทัศนาความเจริญรุ่งเรืองด้านค้าขายกับชาวต่างชาติ ณ หมู่บ้านญี่ปุ่น และ หมู่บ้านฮอลันดา
  • ชมโบสถ์เซนต์ยอเซฟ โบสถ์คริสต์แห่งแรกในประเทศไทย ในแบบศิลปะฝรั่งเศส
  • แวะชิม ช้อป ที่ ตลาดน้ำอโยธยา ตลาดน้ำโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอยุธยา

ราคาพิเศษ:

ที่นั่ง Prestige Class (รถครัวเย็น) ราคา 3,900 บาท/ท่าน (จากปกติ 5,500 บาท) 

ที่นั่ง Premier Class (รถครัวร้อน) ราคา 4,400 บาท/ท่าน (จากปกติ 6,000 บาท) 

บรรยาย: ภาษาไทย / English
ระยะเวลา: 1 วัน

วันเดินทาง: 14 พฤศจิกายน 2563

*ออกเดินทางแบบหมู่คณะพิเศษ 47 ท่าน โดยรถไฟเพรสทีจปรับอากาศ (เฉพาะคณะ) + รถตู้ปรับอากาศ

  

BOOKING

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้านี้ กรุณาติดต่อเราได้ที่ โทร. 02 653 2050 / อีเมล sales@buynoww.com / Line Official: @buynoww / Facebook: @buynowtravelworld

โปรแกรมการเดินทาง

สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) – สถานีรถไฟอยุธยา – หมู่บ้านฮอลันดา – หมู่บ้านญี่ปุ่น – ชมวัดพุทไธศวรรย์ – วัดไชยวัฒนาราม – อาหารกลางวันริมแม่น้ำ – วัดธรรมิกราช - ตลาดน้ำอโยธยา – สถานีรถไฟอยุธยา – สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง)

06.30 น. คณะพร้อมกันที่ สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) เจ้าหน้าที่บริษัท บายนาว จำกัด คอยให้ต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอิน พร้อมแจกชุดเพื่อสุขอนามัยของท่าน Travel Safety Kit ไว้สำหรับท่านละ 1 ชุด

SRT Prestige ครัวเย็น SRT Prestige ครัวร้อน

SRT Prestige

"ขบวนรถไฟที่ยกระดับเดินทางแบบใหม่กับรถพิเศษคือ รถไฟ SRT Prestige "ชุดเกียรติยศรถไฟไทย" รถไฟระดับเฟิร์สคลาส มีลักษณะต่างจากรถไฟทั่วไป คือ ขบวนรถนี้ดัดแปลงมาจากรถโดยสารปรับอากาศเจอาร์-เวสที่ญี่ปุ่นมอบให้ไทย ปรับแต่งเป็นชุดขบวนรถพิเศษเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว ประชุมสัมมนาย่อย ไปทุกจุดหมายปลายทางทั่วประเทศ SRT Prestige เป็นรถโดยสารชุดใหม่สีน้ำเงินคาดทอง ภายในตกแต่งด้วยวัสดุไม้และไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างเหลืองทอง ทำให้ทั้งขบวนรถมีความแวววาวของสีทอง เบาะที่นั่งทำจากวัสดุที่ให้ความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง"

07.00 น. รถไฟเคลื่อนขบวนออกเดินทางจาก สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) มุ่งหน้าสู่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วย ขบวนพิเศษเพรสทีจ กรุงเทพฯ – อยุธยา (ที่นั่งปรับอากาศแอร์ทุกที่นั่ง)

หมายเหตุ: ที่นั่งให้บริการแบบจองก่อนมีสิทธิ์เลือกที่นั่งก่อน

ที่นั่ง Prestige Class รถครัวเย็น (ยอดนิยม)

ที่นั่ง Premier Class รถครัวร้อน (luxury)

07.20 น. บริการอาหารว่างช่วงเช้าบนรถไฟขบวน SRT Prestige พร้อมเครื่องดื่ม ชาร้อน-เย็น, กาแฟร้อน-เย็น, โกโก้ร้อน-เย็น และน้ำดื่ม ระหว่างทาง อิสระตามอัธยาศัยทัศนาทิวทัศน์สองข้างทาง และนี่คือเสน่ห์ของการนั่งรถไฟในระดับ See Level สังสรรค์กับเพื่อนร่วมทาง ครอบครัว หรือคนรักของท่านตามอัธยาศัย

08.37 น. เดินทางถึง สถานีรถไฟอยุธยา เปลี่ยนการเดินทางเป็น รถตู้ปรับอากาศ (คันละ 8-10 ท่าน) รอรับคณะนำท่านชมอยุธยา ท่านจะได้เห็นถึงความรุ่งเรืองของอยุธยาในอดีต อาณาบริเวณของพระบรมมหาราชวัง และความรุ่งเรืองของศาสนาจากการสร้างวัดหลายแห่งทั่วเกาะ

09.00 น. นำท่านเดินทางต่อโดยรถตู้ปรับอากาศ สู่ หมู่บ้านฮอลันดา หรือ หมู่บ้านของชาววิลันดา (ชาวฮอลันดา) ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2177 หรือ ปี ค.ศ. 1634 โดยตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดกับอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในสมัยอยุธยา ชาวสยามใช้คำว่า "วิลันดา" หมายถึง เนเธอร์แลนด์หรือชาวดัตช์ มาจากคำภาษามลายูว่า "โอรังเบอลันดา" หมายถึง ชาวดัตช์ในชวาและที่อื่น ๆ ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก (อินโดนีเซียในปัจจุบัน) คำว่า "เบอลันดา" เองอาจมาจากคำภาษาโปรตุเกสว่า "ออลันดา" (ฮอลแลนด์) ชาววิลันดาหรือชาวฮอลันดานั้นเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2147 (ค.ศ. 1604) ตรงกับปลายช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมาใน พ.ศ. 2151 (ค.ศ. 1608) จึงได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเอกาทศรถให้ตั้งสถานีการค้าแห่งแรก ซึ่งเชื่อว่าตั้งอยู่ทางด้านใต้ภายในเกาะเมือง แต่มีพื้นที่จำกัด ใน พศ. 2177 (ค.ศ. 1634) สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงตอบแทนการที่วีโอซี (VOC หรือ Dutch East India Company) ให้ความช่วยเหลือทางการทหารด้วยการส่งเรือไปช่วยกองทัพสยามในกรณีพิพาทกับปัตตานี โดยพระราชทานที่ดินผืนใหญ่สำหรับก่อตั้งสถานีการค้า ซึ่งติดแม่น้ำเจ้าพระยาและอยู่นอกเกาะเมือง สะดวกต่อการขนถ่ายสินค้าขึ้นลงเรือเป็นอย่างมาก 

บ้านฮอลันดาในปัจจุบันได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ บอกเล่าความเป็นมาเมื่อครั้งอดีตของการเข้ามาตั้งถิ่นฐานการทำการค้า และวิถีความเป็นอยู่ของชาวฮอลันดาในประเทศไทย รวมถึงความสัมพันธ์กับชาวไทย บ้านฮอลันดาตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (หรือเรียกว่า เฟโอเซ) และชุมชนที่ประกอบด้วยชาวฮอลันดาและผู้คนเชื่อชาติอื่น ซึ่งหลงเหลือเพียงฐานรากโบราณสถานอาคารคลังสินค้าเดิม โดยกรมศิลปากรได้เข้ามาขุดแต่งในระหว่างปี พ.ศ.2546-2548  และในปี พ.ศ.2552-255 3  ได้ขุดพบเครื่องมือเครื่องใช้ อาทิ เครื่องกระเบื้องจีน 
เครื่องปั้นดินเผา กล้องสูบยาของดัตช์ และเหรียญเงินตราดัตช์ เป็นต้น

หมู่บ้านฮอลันดา หมู่บ้านฮอลันดา หมู่บ้านฮอลันดา

09.30 น. นำท่านเดินทางต่อโดยรถตู้ปรับอากาศ สู่ หมู่บ้านญี่ปุ่น เป็นชุมชนชาวญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยานั้นเริ่มมีขึ้นราวสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 โดยเริ่มต้นมาจากชุมชนเล็กๆ ของพ่อค้าเรือสำเภาชาวญี่ปุ่น ซึ่งภายในหมู่บ้านนั้นสันนิษฐานว่ามีชาวญี่ปุ่นอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ พ่อค้า โรนิน หรือนักรบญี่ปุ่นที่เข้ามาเป็นทหารอาสาญี่ปุ่นในอยุธยา และชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์ เดินทางออกจากญี่ปุ่นเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา  ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์พระราชทานที่ดินให้ตั้งหมู่บ้าน รอบนอกเกาะเมืองเหมือนชาติอื่นๆ โดยตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกับชุมชนชาวโปรตุเกส ส่วนชุมชนอังกฤษและชุมชนฮอลันดา จะอยู่ทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน คั่นด้วยคลองเล็กๆ และในสมัยนั้นจะมีหัวหน้าปกครองในกลุ่มตนเอง ซึ่งก็คือ นากามาซา ยามาดา  เป็นผู้มีอำนาจและเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม  มีบทบาทในการเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่น จนได้รับแต่งตั้งเป็นออกญาเสนาภิมุข ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช จนสิ้นชีวิต จากนั้นไม่นานหมู่บ้านญี่ปุ่นก็ถูกเผาทำลาย

ปัจจุบันนี้ที่ตั้ง หมู่บ้านญี่ปุ่น (Japanese Village) ก็ยังตั้งอยู่ในที่ตั้งเดิมเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา ในตำบลเกาะเรียน อำเภอสำเภอล่ม จังหวัดอยุธยา เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา จัดตั้งขึ้นโดย สมาคมไทย – ญี่ปุ่น ร่วมมือกับ นักวิชาการไทย และนักวิชาการญี่ปุ่น เพื่อรำลึกถึงชาวญี่ปุ่นผู้มีบทบาทสำคัญ และมีหุ่นขี้ผึ้งของ ท้าวทองกีบม้า (มารี ดอญา กีมาร์ เดอ ปีนา) ซึ่งเป็นชาวอยุธยาลูกครึ่งเชื้อสายโปรตุเกส-ญี่ปุ่น อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกส ได้สมรสกับ คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ ออกญาวิชาเยนทร์ เสนาบดีกรมท่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กระทั่งในช่วงปลายของชีวิต เธอเข้ารับราชการจนได้ตำแหน่งท้าวทองกีบม้า หัวหน้าพนักงานวิเสทกลาง (ครัว) ดูแลของหวานแบบเทศ และนำของหวานโปรตุเกสมาเผยแพร่ในกรุงสยาม เป็นต้นตำรับขนมตระกูลทอง อย่าง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง 

(เชิญชมพิพิธภัณฑ์และถ่ายภาพสวนด้านนอกตามอัธยาศัย สำหรับท่านที่สนใจใส่ชุดยูคาตะ หรือ ชุดกิโมโน ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก สามารถเดินไปที่อาคาร 1 มีชุดให้เช่าหลายชุด ชุดยูคาตะ ราคาชั่วโมงละ 200 บาท หรือ ชุดกิโมโน ชั่วโมงละ 100 บาท (ค่าเช่าชุดไม่รวมอยู่ในรายการ)

หมู่บ้านญี่ปุ่น อยุธยา หมู่บ้านญี่ปุ่น อยุธยา หมู่บ้านญี่ปุ่น อยุธยา

10.30 น. สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทาง โดยรถตู้ปรับอากาศ สู่ วัดพุทไธศวรรย์ สถานที่ฝึกดาบและอาคมสมัยอยุธยา ปัจจุบันตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศตะวันตก อำเภอพระนครศรีอยุธยา ตามประวัติศาสตร์กล่าวกันว่า วัดพุทไธศวรรย์เป็นวัดที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นสถานที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อครั้งที่ทรงอพยพมาอยู่กรุงศรีอยุธยาในช่วงก่อนที่จะมีการสถาปนา พอหลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ 3 ปี แล้ว ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1896 จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อเป็นพระราชอนุสรณ์ รวมอายุแล้วจนถึงปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2563) ก็ 667 ปี

มีบันทึกเกี่ยวกับวัดพุทไธศวรรย์ในหลายช่วงตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้บอกเล่าว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่เป็นสถานที่ตั้งค่าย อย่างในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ วัดพุทไธศวรรย์ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่าในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุง เพื่อทำการรบกับกรุงศรีอยุธยา ส่วนในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 ราว พ.ศ. 2243 สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ และสมเด็จกรมหลวงโยธาทิพ สมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวาของพระองค์ ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าเสือออกจากพระราชวัง พร้อมด้วยเจ้าตรัสน้อยราชบุตร ไปตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดพุทไธศวรรย์ ในช่วงตอนปลายสมัยอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์ก็ยังได้เป็นสถานที่ประกอบการเมรุ สำคัญถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ปี พ.ศ. 2258 กรมหลวงโยธาทิพทิวงคต ณ ตำหนักริม วัดพุทไธศวรรย์ ก็ได้มีการสร้างพระเมรุทองขึ้นตามราชประเพณีที่วัดแห่งนี้ ครั้งที่ 2 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพทิวงคต ณ ตำหนักริม วัดพุทไธศวรรย์ เช่นกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดให้สร้างพระเมรุมาศขึ้นที่วัดแห่งนี้ตามโบราณราชพิธี ส่วนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการบันทึกอ้างถึงวัดพุทไธศวรรย์หลายครั้ง โดยในโอกาสที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ก็ได้สถาปนาให้วัดนี้เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดภายในวัดพุทไธศวรรย์ก็คือ "พระมหาธาตุ" หรือปรางค์ประธานสีขาวสะอาดตา มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบปราสาทขอม หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งอยู่บนฐานไพทีที่รองรับไปถึงมณฑปที่อยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้อีก 2 หลัง มีบันไดขึ้น 2 ทาง คือทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตก

บริเวณรอบพระปรางค์มีพระระเบียง ด้านนอกทึบ ด้านในมีเสารับเครื่องบนหลังคาและชายคาเป็นระยะๆมีพระพุทธรูปสีทองอร่ามศิลปะแบบสุโขทัยเรียงรายอยู่อย่างสวยงาม วิหารพระพุทไธศวรรย์ (วิหารพระนอน) ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ในเขตพุทธาวาส ตัวอาคารในปัจจุบันเหลือเพียงกำแพง และองค์พระพุทธไสยาสน์ นอกจากนี้ยังส่วนของ พระอุโบสถ, ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์, พระอนุสาวรีย์กษัตริย์ 3พระองค์, จิตรกรรมฝาผนัง เป็นต้น นอกจากจะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์อันยาวนานและสำคัญแล้ว วัดพุทไธศวรรย์ยังถูกพูดถึงในแง่ที่ว่าเป็นวัดที่มีพระพุทธ รูปและเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ด้านในอุโบสถเป็นสถานที่ประดิษฐานของ "หลวงพ่อดำ" พระพุทธรูปปูนปั้นสีดำปางมารวิชัย ลักษณะศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น ในสมัยก่อนใครเจ็บป่วยก็มาขอหลวงพ่อดำให้หายเจ็บป่วย ขอบุตรก็จะได้บุตร และยังมีการเล่าขานกันว่าอดีตวัดแห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารก่อนที่จะออกศึกสงครามจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านอยู่ยงคงกระพัน นอกเหนือจากนี้ยังมีรูปหล่อองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่ที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่มาขอพรกันอยู่เสมออีกด้วย – เชิญท่านเก็บภาพเป็นที่ระลึกตามอัธยาศัย

วัดพุทไธศวรรย์ วัดพุทไธศวรรย์  

11.15 น. นำท่านเดินทางถึง โบสถ์เซนต์ยอเซฟ เป็นโบสถ์คริสต์แห่งแรกในประเทศไทย ศิลปะแบบฝรั่งเศส สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง โดยคณะธรรมฑูตนำโดยพระสังฆราชลังแบรต์ เดอลาม็อต และพระสงฆ์ 2 รูป จากนครปารีส เดินทางมาเผยแผ่ศาสนาในดินแดนตะวันออกไกล และได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อขอพระบรมราชนุญาตในการสร้างวัด โรงเรียน และโรงพยาบาลขึ้นในกรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระนารายณ์ได้พระราชทานที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างวัดและโรงเรียน เรียกกันว่า “ค่ายนักบุญยอแซฟ” แต่เมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 ได้ถูกเผาวอดไป   วัดนักบุญยอแซฟในปัจจุบันสร้างโดยคุณพ่อแปร์โรซ์ ซึ่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2434 ตรงกับรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวโบสถ์มีความสวยสง่าประดับกระจกสี เหนือช่องหน้าต่าง พระแท่นหินอ่อนลวดลายงดงาม ซึ่งได้มีการบูรณะและใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจ ศูนย์รวมศรัทธาแห่งชาวคริสต์มาจนปัจจุบัน ถือได้ว่าวัดนักบุญยอแซฟนั้นเป็นเช่นอนุสรณ์และเป็นพยานยืนยัน ถึงจุดแรกเริ่มของการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย ดังที่ได้จารึกไว้ที่ประตูด้านในของโบสถ์แห่งนี้ งานฉลองวัดจัดขึ้นทุกปีในวันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม เชิญท่านทัศนาหรือเก็บภาพเป็นที่ระลึกตามอัธยาศัย

โบสถ์เซนต์ยอเซฟ โบสถ์เซนต์ยอเซฟ

11.45 น. ออกเดินทางต่อไปยัง วัดไชยวัฒนาราม โดยรถตู้ปรับอากาศ

12.00 น. เดินทางถึง วัดไชยวัฒนาราม  ซึ่งสร้างขึ้นสมัยพระเจ้าปราสาททอง สมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมือง เดิมวัดไชยวัฒนาราม มีชื่อว่า “วัดชัยวัฒนาราม” ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่า วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือกรุงละแวก (พนมเปญ)  จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดไชยวัฒนาราม เพราะ “ไชย” มาจากคำว่า “ไชยโย” เป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าปราสาททอง และชัยชนะทั้งหมดที่ได้มา

วัดไชยวัฒนาราม เคยเป็นที่อยู่ของพระราชมารดาของพระเจ้าปราสาททอง ที่ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนที่พระองค์จะเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ พระองค์จึงได้สร้างวัดไชยฯ ขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลถวาย ให้พระราชมารดา และยังเคยใช้จัดพิธีถวายพระเพลิงศพในพระมหากษัตริย์เกือบทุกพระองค์ของอยุธยา รวมไปถึงเป็นที่ฝังพระศพของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ (เจ้าฟ้ากุ้ง) กวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลาย กับเจ้าฟ้าสังวาลย์  โดยมีลักษณธสถาปัตยกรรมการก่อสร้างที่ต่างจากวัดอื่นๆ ในอยุธยา โดยบางส่วนยังได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะขอมด้วย อาทิการจำลองมาจากปราสาทนครวัด คือ มีปรางค์ประธานและปรางค์มุมอยู่บนฐานเดียวกัน บริเวณตรงกลางของพื้นที่ และรายล้อมด้วยปรางค์บริวารอีก 4 องค์ ภายในวัด มีสิ่งที่น่าสนใจอาทิเช่น พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นปรางค์ประธานของวัด  ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส  มีลักษณะเป็นปรางค์ทรงจตุรมุข คือมีมุขยื่นออกมาทั้ง 4 ด้าน ซึ่งมีทางไดทางขึ้นสู่มุขทุกด้าน ยอดขององค์ปรางค์ ทำเป็นรัดประคดซ้อนกัน 7 ชั้น บนสุดเป็นทรงดอกบัวตูม รูปแบบคล้ายกับปรางค์ในสมัย อยุธยาตอนต้น - ระเบียงคต คือส่วนที่เชื่อมเมรุทั้ง 4 ทิศ เข้าด้วยกัน (อาคารทรงยอดแหลมที่อยู่รายรอบพระปรางค์ประธานทั้ง 8 หลัง) ภายในระเบียงคตประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ที่เคยลงรักปิดทองจำนวน 120 องค์ เหมือนเป็นกำแพงเขตศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันโดนตัดเศียรไปเกือบหมด เหลือเพียง 2 องค์ ที่ยังมีเศียรอยู่

วัดไชยวัฒนารามเป็นหนึ่งในโบราณสถานของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 และกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะตลอดมา จนวันที่ 13 ธันวาคม 2535 ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก – เชิญท่านเก็บภาพที่สวยงามเป็นที่ระลึกตามอัธยาศัย

วัดไชยวัฒนาราม  วัดไชยวัฒนาราม  วัดไชยวัฒนาราม

12.30 น. สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางรับประทานอาหารกลางวัน

13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารไทยริมแม่น้ำ “ร้านอาหารบ้านอยุธยารมณ์” พร้อมสัมผัสบรรยากาศแบบไทยสไตล์ ตรงข้ามสามารถมองเห็น เจดีย์พระศรีสุริโยทัย สีทองอร่าม ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานของวีรสตรีไทยพระองค์แรก สมเด็จพระสุริโยทัยซึ่งสิ้นพระชนม์ในการทำสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าแปรและเป็นการยืนยันเกียรติแห่งสตรีไทยที่ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมาแต่ครั้งบรรพกาล

ร้านอยุธยารมณ์ ร้านอยุธยารมณ์  เจดีย์พระศรีสุริโยทัย

14.00 น. หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว นำท่านเที่ยวชม วัดธรรมิกราช หรือเดิมชื่อว่า วัดมุขราช ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ติดกับพระราชวังโบราณและวัดพระศรีสรรเพชญ์ ปัจจุบันยังเป็นวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาและปฏิบัติธรรมอยู่ วัดนี้ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของกรุงศรีอยุธยาเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นวัดหลวงเก่าแก่ที่สร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา และเป็นวัดสงฆ์มหานิกาย โดยตำนานได้เล่าเอาไว้ว่า เมื่อก่อนนั้น พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงสร้างวัดพนัญเชิงแล้วพระโอรสของพระองค์ คือ พระเจ้าธรรมมิกราช ก็ทรงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นที่บริเวณอยุธยาเหมือนกัน ชื่อเมืองสังขบุรี เป็นช่วงก่อนที่จะสร้างกรุงศรีอยุธยานี่เอง โดยพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ มาก็ได้บูรณะมาโดยตลอด จนถึงในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อปีพ.ศ. 2153 ก็ได้บูรณะและสร้างวิหารขนาดใหญ่ถึง 9 ห้อง โดยใช้ชื่อว่า วิหารทรงธรรม เพื่อใช้สำหรับฟังธรรมสวนะ และวิหารนี้ก็เคยเป็นที่ประดิษฐานของเศียรพระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์ศิลปะสมัยอู่ทองที่ใหญ่มากอีกด้วย แต่ในปัจจุบันนั้น กรมศิลปากรก็ได้นำไปเก็บรักษาไว้เรียบร้อยแล้ว พระพุทธรูปสำริดองค์นี้ถือเป็นอีกเอกลักษณ์ของศิลปะอู่ทองหรือศิลปะยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา คือพระพักตร์จะเป็นสี่เหลี่ยม สีหน้าเคร่งเครียด จนชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อแก่”

หลวงพ่อแก่ วัดธรรมิกราช วัดธรรมิกราช วัดธรรมิกราช

หลวงพ่อแก่ วัดธรรมิกราช วัดธรรมิกราช วัดธรรมิกราช

14.45 น. ออกเดินทางไปช้อปปิ้ง ที่ ตลาดน้ำอโยธยา โดย รถตู้ปรับอากาศ

15.00 น. ช้อปและชิมกับตลาดน้ำย้อนยุคในสมัยอยุธยา “ตลาดน้ำอโยธยา” ตั้งอยู่ที่เดียวกับปางช้างอโยธยาข้าง วัดมเหยงคณ์ จะเรียกได้ว่าเป็นตลาดน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองอยุธยา เป็นตลาดย้อนยุคแบบโบราณแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ แบบไทยพื้นบ้านและ สายน้ำ จัดแบ่งเป็นโซนๆ ตลาดน้ำอโยธยามีร้านค้ามากถึง 249 ร้าน ประกอบ ด้วยเรือสินค้า ขายอาหาร 50 ลำ ตลาดนัดชุมชนวิถีไทกว่าอีก 40 ร้าน และร้านค้าต่างๆ อีก 159 ร้าน มีสะพานเดิน ริมแม่น้ำเพื่อ เลือกซื้อสินค้าจากกลุ่มชาวบ้านต่างอำเภอ หรือสินค้า OTOP มากมายหลากหลายชนิด

15.45 น. เดินทางสู่ สถานีรถไฟอยุธยาเพื่อเดินทางกลับ กรุงเทพฯ โดย รถตู้ปรับอากาศ

16.15 น. เดินทางถึง สถานีรถไฟอยุธยา

16.40 น. ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ ด้วย ขบวนพิเศษเพรสทีจ อยุธยา – กรุงเทพฯ (ที่นั่งปรับอากาศแอร์) บริการอาหารว่างช่วงบ่าย พร้อมเครื่องดื่ม

18.40 น. เดินทางถึง สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ

__________จบรายการ__________

 

หมายเหตุ: รายการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม โดยจะคำนึงถึงประโยชน์ของท่านเป็นสำคัญ
เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด


แผนผังที่นั่ง รถไฟ SRT Prestige

 SRT Prestige ครัวเย็น SRT Prestige ครัวเย็น

ผังที่นั่งครัวเย็น SRT Prestige

SRT Prestige ครัวร้อน SRT Prestige ครัวร้อน

ผังที่นั่งครัวร้อน SRT Prestige

อัตราค่าบริการ

อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่หรือเด็ก

ราคาต่อท่าน / บาท

ที่นั่ง VIP ขบวนครัวเย็น (Prestige Class) หมายเลข 21 - 47

3,900.-

อัพเกรดเป็น ที่นั่ง VIP ขบวนครัวร้อน (Premier Class) หมายเลข 1-20

4,400.-

อาหารกลางวัน ต้องการรับประทาน กุ้งแม่น้ำเผา จ่ายเพิ่มตัวละ

500.– (1 ตัว)

ชาวต่างชาติ จ่ายเพิ่มค่าเข้าชมสถานที่

150.-

หมายเหตุ: ที่นั่งให้บริการแบบจองก่อนมีสิทธิ์เลือกก่อน รีบจองกันนะคะ ที่นั่งจำนวนจำกัด

  

เงื่อนไขสินค้า

 อัตราค่าเดินทางนี้รวม

  • รถไฟ เพรสทีจ บจพ.ป. 311 และ บจพ. ป. 331 ปรับอากาศแอร์ ไป-กลับ เส้นทาง กรุงเทพฯ - อยุธยา
  • รถตู้ปรับอากาศ จังหวัดอยุธยา ตามรายการ พร้อมคนขับที่ชำนาญทางเป็นอย่างดี คันละ 8-10 ท่าน
  • อาหารเช้าและบ่ายบนรถไฟ และกลางวัน ณ ร้านอาหารไทยในอยุธยา
  • บริการน้ำดื่มท่านละ 2 ขวด
  • ของสมนาคุณ Hygiene Travel Kit เช่น หน้ากากอนามัย, เจลแอลกอฮอลล้างมือ, สเปรย์แอลกอฮอล์ ฯลฯ
  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุไว้ในรายการ
  • มัคคุเทศก์ คนขับรถ คนขับเรือ อำนวยความสะดวกทุกท่านตลอดการเดินทาง
  • ค่าประกันอุบัติเหตุคุ้มครองในระหว่างการเดินทาง คุ้มครองในวงเงินท่านละ 1,000,000 บาท (หากอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ค่าประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง 50%) ค่ารักษาพยาบาลกรณีเกิดอุบัติเหตุวงเงินท่านละ 500,000 บาทตามเงื่อนไขของกรมธรรม์)

 อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม

  • ค่ารถ หรือ ค่าตั๋วเครื่องบินจากทุกเส้นทาง และค่าเดินทางมาที่จุดนัดพบ
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่นอกเหนือจากรายการระบุ อาทิเช่น ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีที่เกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัว)
  • ค่าธรรมเนียมสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องชำระเพิ่ม อาทิ ค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติ
  • ค่าใช้จ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการท่องเที่ยว ที่เกิดจากผู้เดินทางเอง
  • ค่าภาษีทุกรายการคิดจากยอดบริการ, ค่าภาษีเดินทาง (ถ้ามีการเรียกเก็บ)
  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (เฉพาะในกรณีที่ต้องการใบกำกับภาษีเท่านั้น)(กรณีต้องการ รบกวนแจ้งก่อนทำการชำระเงิน)
  • ค่าทิปไกด์/หัวหน้าทัวร์ 100 บาท/ท่าน/วัน ทั้งนี้ ตามความพึงพอใจของท่าน เป็นสินน้ำใจ


เงื่อนไขการชำระเงิน

กรุณาชำระค่าเดินทาง เต็มจำนวน หลังจากที่ทำการจองภายใน 48 ชั่วโมง จึงจะถือว่าเป็นการจองที่สมบรูณ์


การยกเลิกและคืนค่าทัวร์

  1. ในบางกรณีเมื่อผู้สนใจจองโปรแกรมทัวร์แล้ว ซึ่งทางทีมงานจะต้องส่งเงินมัดจำไปมัดจำค่าที่พักและยานพาหนะทันที ดังนั้นจากภาระดังกล่าวทีมงานจึงขอสงวนสิทธิ์เก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากผู้จอง
  2. เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการรายการใดรายการหนึ่ง หรือไม่เดินทาง พร้อมคณะถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการและเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น


หมายเหตุ

  • กรุณาพิจารณาโปรแกรมการเดินทางให้ละเอียดก่อนทำการจอง
  • กรุณาปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ ตามมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัยด้านสุขอนามัย และเพื่อความปลอดภัยในการท่องเที่ยว
  • การเดินทางในแต่ละครั้งจะต้องมีจำนวนผู้เดินทางตามจำนวนขั้นต่ำแต่ละรายการ หากผู้โดยสารไม่ครบจำนวนขั้นต่ำ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาหรือเลื่อนการเดินทาง หรือยกเลิกการเดินทาง
  • รายการและราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม เนื่องจากสภาวะอากาศ การเมือง และอัตราแลกเปลี่ยนโดยทางบริษัทฯ จะคำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของท่านเป็นสำคัญที่สุด
  • บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น หากเกิดสิ่งของสูญหาย อันเนื่องเกิดจากความประมาทของท่าน, เกิดจากการโจรกรรม และ อุบัติเหตุจากความประมาทของนักท่องเที่ยวเอง
  • เมื่อท่านตกลงชำระเงินมัดจำหรือค่าทัวร์ทั้งหมดกับทางบริษัทฯ แล้ว ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านได้ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ทั้งหมด

ข้อแนะนำสำหรับการเดินทาง ในช่วง New Normal

- มาตรการการให้บริการระหว่างเดินทางบนรถโดยสาร -

  1. สมาชิกต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดการเดินทางทางบริษัทฯจะทำการแจกหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้ลูกค้าทุกท่าน
  2. กรุณากรอกรายละเอียดแบบฟอร์ม.-คค (ทางบริษัทพิมพ์แบบฟอร์มนี้ให้ทุกท่านเมื่อท่านกรอกแล้วกรุณาส่งคืนให้จนท.บริการบนรถ)